News and Activities
NTF กวาดรายได้ปี 67 ทะลุ 1,114 ล้านบาท กำไรสุทธิพุ่ง 184% รับอานิสงส์ทุเรียนจีน

บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF รายงานผลประกอบการปี 2567 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีรายได้จากการขายรวม 1,114.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 98.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกำไรสุทธิ 64.3 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 184.2% ปัจจัยหลักมาจากความต้องการสินค้าทุเรียนสดในตลาดจีนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกทุเรียนสดไปจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 91.0% ของรายได้รวม
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ NTF ในปี 2567 คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นถึง 98.2% สู่ระดับ 1,114.7 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ กำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้นถึง 184.2% เป็น 64.3 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจาก อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ปรับตัวดีขึ้นจาก 14.6% เป็น 16.0%
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้หลักมาจากการที่ สินค้าทุเรียนสดของบริษัทฯ ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศจีน โดยรายได้จากการส่งออกทุเรียนสดไปจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 91.0% ของรายได้รวม การที่บริษัทฯ สามารถรักษามาตรฐานและคุณภาพของผลไม้พรีเมี่ยม รวมถึงการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบที่ดีขึ้น ทำให้ NTF มีอำนาจต่อรองในการกำหนดราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบ นอกจากนี้ การมีกลยุทธ์การกำหนดราคาขายอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดอัตรากำไรขั้นต้นขั้นต่ำ และการเน้นขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงอย่างทุเรียน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง จากการที่ฝ่ายจัดการระบุถึงศักยภาพในการรักษามาตรฐานและคุณภาพผลไม้พรีเมี่ยม รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาขายอย่างเป็นระบบ และกลยุทธ์การเน้นขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่น ความต้องการของตลาดจีน และความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการขายปี 2567 เติบโต 98.2% แตะ 1,114.7 ล้านบาท จาก 562.5 ล้านบาทในปี 2566
- กำไรสุทธิปี 2567 พุ่ง 184.2% สู่ระดับ 64.3 ล้านบาท จาก 22.6 ล้านบาทในปี 2566
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น จาก 14.6% เป็น 16.0%
- รายได้จากการส่งออกทุเรียนสดไปจีนคิดเป็น 91.0% ของรายได้รวม ชี้ให้เห็นถึงการพึ่งพิงตลาดจีนเป็นหลัก
- หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 57.9% สู่ระดับ 144.8 ล้านบาท โดยหลักมาจากการกู้ยืมระยะสั้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน
- ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 13.0% สู่ระดับ 82.8 ล้านบาท โดยหลักมาจากการจ่ายเงินปันผล
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับปี 2567 บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF มีรายได้จากการขายรวม 1,114.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 552.2 ล้านบาท หรือ 98.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (2566) ที่มีรายได้ 562.5 ล้านบาท รายได้รวมอยู่ที่ 1,118.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98.6% ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 94.9% เป็น 936.1 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 117.2% เป็น 178.7 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 14.6% เป็น 16.0% ขณะที่ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 100.9% และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 70.6% กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 179.9% เป็น 89.7 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน ทำให้กำไรสุทธิปี 2567 อยู่ที่ 64.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 184.2% จาก 22.6 ล้านบาทในปี 2566 และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 4.0% เป็น 5.7%
โอกาส
- ความนิยมในสินค้าทุเรียนสดของจีน: เป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลักที่สำคัญ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
- ศักยภาพในการรักษาคุณภาพและมาตรฐาน: ช่วยเสริมสร้างอำนาจต่อรองด้านราคาและเพิ่มคำสั่งซื้อ
- การกำหนดราคาขายอย่างเป็นระบบ: การมีอัตรากำไรขั้นต่ำขั้นต่ำช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไร
- การเน้นขายสินค้ากำไรสูง: การมุ่งเน้นทุเรียนซึ่งมี GPM สูง ช่วยเพิ่มผลกำไรโดยรวม
ความเสี่ยง
- การพึ่งพิงตลาดจีน: รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกทุเรียนไปจีน ทำให้มีความเสี่ยงหากเกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดจีน เช่น นโยบายการนำเข้า หรือความต้องการของผู้บริโภค
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: แม้จะมีการบริหารจัดการ แต่ราคาวัตถุดิบทางการเกษตรยังคงมีความผันผวนตามฤดูกาลและปัจจัยภายนอก
- ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น
- การลดลงของส่วนของผู้ถือหุ้น: การจ่ายเงินปันผลจำนวนมากส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างทางการเงินในระยะยาว
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มความต้องการทุเรียนสดในตลาดจีน: ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกำลังซื้อและนโยบายนำเข้า
- ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: การควบคุมต้นทุนการจัดหาทุเรียนและวัตถุดิบอื่นๆ
- การบริหารจัดการสภาพคล่องและหนี้สิน: การติดตามการเพิ่มขึ้นของหนี้สินระยะสั้นและต้นทุนทางการเงิน
- กลยุทธ์การขยายตลาดหรือผลิตภัณฑ์ใหม่: เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดเดียวและกระจายความเสี่ยง
- การรักษาอัตรากำไรขั้นต้น: การบริหารจัดการราคาขายและต้นทุนให้ GPM อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
ราคาวัตถุดิบ/สินค้า:ความนิยมในทุเรียนสดในจีนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ NTF สามารถกำหนดราคาขายได้สูงขึ้น และมีอำนาจต่อรองในการกำหนดต้นทุนวัตถุดิบได้ดีขึ้น
Volume: รายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น 98.2% สะท้อนถึงปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะทุเรียนสดที่ส่งออกไปจีน
GPM: อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 14.6% เป็น 16.0% เป็นผลจากการบริหารราคาขาย คุณภาพวัตถุดิบ และการเน้นสินค้ากำไรสูง
ช่องทางขาย: ช่องทางหลักคือการส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่สูงมาก
สต็อก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับสต็อกสินค้าโดยตรง
อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่เอกสารไม่ได้ระบุผลกระทบโดยตรง
ฤดูกาลผลิต: ธุรกิจทุเรียนมีความเป็นฤดูกาล แต่เอกสารไม่ได้ลงรายละเอียดผลกระทบต่อผลประกอบการรายไตรมาส
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ อยู่ที่ 227.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.8% จาก 186.9 ล้านบาทในปี 2566 โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้า 55.1 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายที่เติบโต และเงินฝากสถาบันการเงินที่ใช้เป็นหลักประกันเพิ่มขึ้น 5.1 ล้านบาท หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 57.9% เป็น 144.8 ล้านบาท จาก 91.7 ล้านบาท โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคาร 66.9 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนวงเงินกู้ยืมเพิ่มเติม ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 13.0% เป็น 82.8 ล้านบาท จาก 95.3 ล้านบาท โดยหลักมาจากการจ่ายเงินปันผล
สรุปท้าย
NTF โชว์ผลประกอบการปี 2567 อย่างน่าประทับใจ ด้วยรายได้และกำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากอานิสงส์ความนิยมทุเรียนสดในตลาดจีน ประกอบกับการบริหารจัดการคุณภาพและราคาที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การพึ่งพิงตลาดจีนเป็นหลัก และการเพิ่มขึ้นของหนี้สินระยะสั้น เป็นปัจจัยที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความยั่งยืนของผลประกอบการในระยะต่อไป